fbpx
apps
เมนู
volume_up
ข่าววันนี้

สงครามสร้างยอดนักเตะจริงๆ ..

ไฟสงครามไม่ได้ทำให้ทุกคนแย่ สงครามทำให้คนที่เข้มแข็งลุกขึ้นสู้

#จุดเริ่มต้นที่โรยด้วยเขม่าและดินปืน

เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม ทุกคนทั่วโลกคงได้ตระหนักถึงความแข็งแกร่งของชาติเล็กๆที่เพิ่งได้รับเอกราชมาไม่ถึง 30 ปีอย่าง โครเอเชีย ไปแบบเต็มสองตากันไปแล้ว

ภายหลังจากการประกาศเอกราชของ โครเอเชีย ต่อ ยูโกสลาเวีย เมื่อปี 1991 ประเทศเล็กๆอย่าง โครเอเชีย ก็ต้องตกอยู่ในสภาวะสงครามที่มีชื่อว่า ‘สงครามบอสเนีย’ ที่เกิดการปะทะทั่วทุกแห่งหน

ภายใต้ความไม่สงบดังกล่าว โมดริช เพิ่งมีอายุแค่ 6 ขวบและสถานะของเขาก็คือหนูน้อยที่ต้องอาศัยอยู่ในค่ายอพยพออกจากบ้านเกิดเพื่อหนีภัยสงคราม

ในสงครามดังกล่าว โมดริช ต้องพบกับความเจ็บปวดของภัยจากกระสุนและดินปืนเมื่อปู่ของเขาเสียชีวิตลงจากการบุกเข้ามาของทหารชาวเซิร์บ

ทำให้ในหลายๆบทสัมภาษณ์ของ โมดริช ที่ออกมานั้นเขาพูดถึงความเจ็บปวด ภัยจากสงครามไม่ว่าจะเป็นลูกกระสุนหรือระเบิด

“สงครามมันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น ผมแทบไม่อยากนึกถึงสภาพของครอบครัวที่เจ็บปวดร่วมกับผมมาเป็นเวลาอย่างยาวนานได้อีกแล้ว” โมดริช กล่าว

โมดริช ต้องอยู่แบบหวาดกลัวในช่วงอายุของเด็กที่ควรจะได้เติบโตและเรียนรู้ตามประสา และสิ่งหนึ่งที่เขายังคงมุ่งมั่นและทำมาตลอดก็คือการเล่นฟุตบอล

ฟุตบอล กลายเป็นสิ่งที่เดียวที่ทำให้เด็กอย่าง โมดริช นั้นรู้สึกปลอดภัย

#ความเสียใจที่กลายเป็นแรงผลักดัน

ทว่าสิ่งที่เขารักที่สุดกลับกลายเป็นว่าได้ทำร้ายจิตใจของ โมดริช มากที่สุดในช่วงเริ่มแรกเช่นเดียวกัน

ด้วยความที่รูปร่างของ ลูกา โมดริช ไม่ใช่คนที่ดูเป็นนักกีฬา แข็งแกร่ง บึกบึนอะไรทำให้สโมสรที่เขาฝึกซ้อมในระดับเยาวชนและเป็นสโมสรที่เขาติดตามเชียร์มาตลอดอย่าง ไฮจ์ดุค สปลิต ปฏิเสธการเซ็นสัญญากับเขา

อย่าเพิ่งลืมคำพูดของ โมดริช ข้างต้นครับว่า ‘สงครามทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น’ ซึ่งหากเป็นเด็กหลายๆคนโดนสโมสรที่รักปฏิเสธแบบนั้นอาจจะมีท้อกันไปบ้างแล้วแต่ โมดริช ไม่

เรื่องนี้คงต้องไปขอขอบคุณ โทมิสลาฟ บาซิช โค้ชเยาวชนของทีม เอ็นเค ซาดาร์ ทีมบ้านเกิดของ โมดริช ที่คอยช่วยเหลือแข้งรายนี้มาตลอด และย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ให้ยอมแพ้ต่อโชคชะตา โมดริช ยกย่องทาง บาซิช ว่าเปรียเสมือนพ่อคนที่สองของเขา

ภายหลังจากการโดนปฏิเสธ บาซิช ก็จัดการตอกหน้า ไฮจ์ดุค สปลิต ด้วยการนำ โมดริช ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ดินาโม ซาเกร็บ และความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตานั้นก็ทำให้ โมดริช เป็นนักฟุตบอลเยาวชนของสโมสรที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จที่สุดของประเทศโครเอเชีย

และ ดินาโม ซาเกร็บ สโมสรคู่ปรับของสโมสรรักในวัยเด็กกลายเป็นสโมสรที่ทำให้เขาเติบโต และจ่ายเงินค่าจ้างให้กับเขาจนสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้

ซาเกร็บ มอบสัญญางามๆให้ โมดริช ถึง 10 ปีทำให้เขาสามารถซื้อแฟลตเล็กๆให้กับครอบครัวที่เมืองบ้านเกิดได้และแน่นอนว่าเขาไม่มีทางทำให้สโมสรผิดหวังเด็ดขาด

โมดริช ถูกส่งออกไปชุบตัวกับ ซรินจ์สกี้ และ อินเตอร์ ซาเปรซิช อยู่ 2 ปี และพอกลับมาก็น่าเหลือเชื่อตรงที่ว่า โมดริช ผงาดง้ำช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ 3 ปีรวด

ซึ่งใน 3 ปีดังกล่าว โมดริช ก็มีแต่พีคขึ้น พีคขึ้น พีคขึ้นเรื่อยๆจน ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ทีมดังจากพรีเมียร์ลีก ซื้อตัวไปร่วมทีมด้วยค่าสินสอด 16.5 ล้านปอนด์ในปี 2008

ตลอดระยะเวลา 4 ปีของ โมดริช กับ สเปอร์ แม้ว่าเขาจะไม่สามารถช่วยให้สโมสรประสบความสำเร็จคว้าแชมป์อะไรเลยแต่เขาก็เป็นที่รักของแฟนๆ

“ผมมีช่วงเวลา 4 ปีที่ยอดเยี่ยมและมันเต็มไปด้วยความรู้สึกรักต่อสโมสรและแฟนๆ ผมสนุกในทุกช่วงเวลากับ ท็อตแน่ม แต่ในบางเวลาคุณก็ต้องการที่จะก้าวออกไปเพื่อเผชิญกับระดับที่สูงกว่า”

“ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วซึ่งผมคงรู้สึกขอบคุณ ท็อตแน่ม กับทุกๆสิ่งที่พวกเขามอบให้ผม พวกเขาทำให้ผมกลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้นกว่าเดิมและผลักดันให้ผมเป็นนักเตะที่อยู่ในระดับที่ดีกว่าเดิม”

นี่คือคำกล่าวาอำลาต่อสโมสรที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสโมสรทำให้ โมดริช แจ้งเกิดในเวทีระดับท็อปของ ยุโรป ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ซึ่งการย้ายทีมครั้งนี้ก็ทำให้ โมดริช ขีดเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองได้แบบไม่มีใครเหมือน

#สู่ระดับโลก

ย่างก้าวที่เขาเลือกเข้าสู่ถิ่น ซานติอาโก เบร์นาเบว ของพลพรรค “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เขาย่อมรู้ดีว่าเป็นสิ่งที่หนักอึ้งเพราะยักษ์ใหญ่แห่ง ลาลีกา ทุกๆคนย่อมรู้ดีว่าความคาดหวังนั้นสูงขนาดไหน

ช่วงปี 2012-14 โมดริช ลงสนามอย่างสม่ำเสมอให้กับ เรอัล มาดริด พร้อมกับคว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ในปีที่สองของ โมดริช ในฐานะขุนพล “ราชันชุดขาว”

จนฤดูกาล 2014-15 โชคชะตาของ โมดริช ก็นำพามาให้พบกับการต่อสู้อีกครั้ง โดยคราวนี้เป็นการต่อสู้กับตัวเองกับอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งสองครา

ช่วงพฤศจิกายน 2014 โมดริช เจ็บต้นขาจากการรับใช้ชาติจนต้องพักยาวถึง 3 เดือนเต็มและกลับมาอีกทีก็เดือนมีนาคม

จากนั้น โมดริช ก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้งช่วงเดือนมีนาคมทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเขาก็ต้องมาพบกับอาการบาดเจ็บอีกครั้งกับเอ็นเข่าขวาช่วงเดือนเมษายนและต้องพักยาวยันจบฤดูกาล

ในปีดังกล่าว เรอัล มาดริด มือเปล่าในทุกรายการจน คาร์โล อันเชล็อตติ โค้ชในสมัยนั้นถึงกับให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า

“การขาดหายไปของ โมดริช เกือบตลอดทั้งปีนั้นมันได้ทำร้ายเรามากๆ”

ยังจำคำของ โมดริช ได้ใช่มั้ยครับที่ว่า ‘สงครามทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น’ และดูเหมือนว่าคำคำนี้เขาจะนำมาปรับใช้กับอาการบาดเจ็บ เพราะหลังจากเจ็บยาวเกือบทั้งปีเขาก็กลับมาได้อย่างยิ่งใหญ่

#ก้าวขึ้นบัลลังค์แห่งราชันในตำแหน่งผู้ปิดทองหลังพระ

การบาดเจ็บอาจจะทำให้ใครหลายคนสูญเสียฟอร์มการเล่นก่อนเจ็บไปแบบไม่มีวันกลับมา ซึ่งตัวอย่างนี้ก็มีให้เห็นหลายต่อหลายคนในวงการลูกหนังและ โมดริช ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ใช่ครับ ฟอร์มการเล่นแบบเดิมของ โมดริช ไม่ได้กลับมาอีกแล้วแต่เขาทำให้เหนือกว่าที่เคยเป็นพร้อมกับเป็นตัวหลักที่โคตรสโมสรอย่าง เรอัล มาดริด ขาดไม่ได้

การคว้า ‘เลอ ดาซิม่า’ หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 3 ปีติดต่อกัน โมดริช คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ “ราชันชุดขาว” เดินไปข้างหน้าแบบไม่หยุดหย่อน ไหนจะสามารถช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์ ลาลีกา ได้ในรอบ 5 ปี

และไม่ว่าใครจะผ่านมา ใครจะออกไป โมดริช ยังคงเป็นกำลังสำคัญของ เรอัล มาดริด อยู่เสมอ

#ฟอร์มถึงจุดพีคจนทีมชาติพีคตาม

การเล่นของ โมดริช ไม่ได้สำคัญต่อ เรอัล มาดริด เพียงอย่างเดียวแต่เขาคือ ‘ปอด’ ที่ขาดไม่ได้ของ โครเอเชีย เขาเป็นส่วนสำคัญของขุนพล “ตราหมากรุก” มาตลอดนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2006 ไล่เรื่อยมาจนกระทั่งฟุตบอลโลกหนนี้

ซึ่งฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียมันแสดงให้เห็นแล้วว่า โมดริช มีความสำคัญยังไง รวมถึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศเล็กๆที่ผ่านสงครามมาอย่างยาวนานก็สามารถทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้

โครเอเชีย เพิ่งจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือ ‘ฟีฟ่า’ เมื่อปี 1992 เท่านั้นซึ่งการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 2018 ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดอย่างแท้จริง

ซึ่งการพัฒนาในยุคแห่งการก้าวกระโดดนั้นก็มีเด็กที่ผ่านช่วงยุคสงครามมาแทบจะทั้งนั้น และเราก็เห็นชัดเจนว่าแข้งของ “ตราหมากรุก” แต่ล่ะคนหัวจิตหัวใจไม่มีย่อท้อแม้จะโดน ฝรั่งเศส นำไปถึง 4-1 ก็ตาม